วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Ultrabook ของ Sony เป็นไปได้อาจจะมาภายในธันวาคมนี้ โดยพัฒนาต่อจาก VAIO Z

sony-vaio-x-seriesย้อน กลับไปเมื่อราวเดือนกันยายนที่ผ่านมา Sony ได้ประกาศออกมาว่ายังไม่สนใจที่จะทำเครื่อง Ultrabook ในตอนนั้น ที่คาดกันว่าน่าจะเป็นสาเหตุจาก Sony ไม่สามารถยอมรับราคาส่วนต่างของต้นทุนและผลกำไรจากการต้องจำหน่ายในราคาต่ำ กว่า $1,000 ได้

แต่ข่าวคราวล่าสุดกลับไม่เป็นเหมือนที่ Sony บอกซะแล้ว เพราะว่าดูเหมือนบริษัทกำลังวิจัยเกี่ยวกับตัวเครื่อง Ultrabook อยู่ในตอนนี้ ซึ่งข้อมูลอีกอย่างที่ได้จากบทสัมภาษณ์ของ Fox News กับ CEO ของ Intel ก็มีพูดถึง Sony ด้วยเช่นเดียวกัน มันจึงน่าจะมีความเป็นไปได้ว่า Sony กำลังจะทำเครื่อง Ultrabook ออกมา

แต่ข้อมูลรายละเอียดอื่นๆที่แน่ชัดก็ยังไม่มีเพิ่มเติมในตอนนี้ แต่จากการคาดการณ์ Sony น่าจะเอารุ่นเดิมที่ใกล้เคียงกันอย่าง VAIO Z มาทำการพัฒนาสานต่อ ให้ออกมาเป็นรูปแบบของ Ultrabook ซึ่งก็อาจจะยังได้เทคโนโลยี และเอกลักษณ์เดิมของ VAIO มาด้วย ผสมกับการตัดลดต้นทุน ก็หวังว่านาจะได้เห็นกันในเร็ววันนี้

Credit : http://notebookspec.com

SSD VS Harddisk ไกด์เบื้องต้นสำหรับคนอยากได้ SSD

ตอนนี้การพยายามเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องโน้ตบุ๊กด้วยการเปลี่ยนไปใช้ ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD กำลังเป็นที่นิยมแล้ว วันนี้เราจะมาลองฮาร์ดดิสก์ระดับสูงๆ กันว่า ระหว่างฮาร์ดดิสก์ตัวเร็วๆ แบบธรรมดากับ SSD ใครจะอยู่ใครจะไป แบบไหนดีที่สุดสำหรับเครื่องของคุณ

01 SSD VS Harddisk

ในการรีวิวคราวนี้เรามีฮาร์ดดิสก์ 3 รุ่นสำหรับแต่ละประเภท รายนามมีดังนี้

Western Digital Scorpio Black 500GB 7200rpm (WD5000BEKT)

Seagate Momentus XT 500GB (ST95005620AS)

Fujitsu 320GB 5400rpm (MHZ2320BH-G2)

OCZ Agility 2 120GB (OCZSSD2-2AGTE120G)

OCZ Vertex Limited Edition 50GB (OCZSSD2-1VTXLE50G)

Crucial Real SSD C300 64GB (CTFDDAC064MAG-1G1)

ทางด้าน Western Digital เอาเวลาไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับ 500 GB 7200 rpm จนได้ Scorpio Black ลองดูว่าคุ้มเวลาที่รอไหม ตัวต่อไป Momentus XT ของ Seagate ทำงานแบบ Hybrid เพราะมี SSD 4 GB มาทำเป็นแคช เพื่อการทดสอบว่ามันทำงานดีจริงไหม เราจึงเอา Fujitsu MHZ2320BH-G2 มาเปรียบเทียบ

10 SSD VS Harddisk Sandforce

ลองดูด้าน SSD ชื่อเสียงจะตกอยู่กับ Intel แน่นอน เพราะมีตัวควบคุม Sandforce ซึ่งบริษัทดังๆ เอาไปทำ SSD กันหมด ดังนั้น เราจะทดสอบ Agility 2 และ Vertex Limited Edition ของ OCZ ส่วน Crucial C300 เป็น SATAIII (6.0 GB/s) ตัวแรก แต่สามารถใช้กับ SATAII (3.0 GB/s) ได้

การทดสอบพวกตัวเก็บข้อมูลมักจะทดสอบกันเป็นคะแนนสังเคราะห์ ซึ่งมักจะไม่มีประโยชน์อะไรกับคนที่ใช้งานประจำวัน ดังนั้น ในการทดสอบนี้ เราจะใช้โปรแกรมธรรมดาๆ ทดสอบประสิทธิภาพ โดยจะติดตั้งใน HP Pavilion dm3 ขนาด 13 นิ้ว

11 SSD VS Harddisk

ประสิทธิภาพในการติดตั้ง

งานที่ช้าและน่าเบื่อสุดๆ สำหรับคนใช้คอมพิวเตอร์ก็คือการลงโปรแกรม เราจะลองดูว่า SSD จะโหลดโปรแกรมได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์จานหมุนเท่าไร เราจะทดสอบด้วยการลง Windows 7 Home Premium กันแบบสดๆ ใหม่ๆ และลงโปรแกรมที่ใช้ เช่น แอนตี้ไวรัส, Microsoft Office 2007 และ Adobe Photoshop CS4

02 SSD VS Harddisk Installation

กราฟที่เห็นเป็นเวลาที่ใช้ในการลง Windows, Microsoft Office 2007 และ Adobe Photoshop CS4 ด้วยกัน ฮาร์ดดิสก์แบบ 7200 rpm ใช้เวลามากกว่า 3 นาที ตัวที่ช้าที่สุดก็คือ Fujitsu 5400 rpm

ประสิทธิภาพในการบูต Windows

03 SSD VS Harddisk Booting Windows 7

จากกราฟที่เห็น เราได้ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม Boot Timer ผลการวัดทำให้เราเห็นว่า พวก SSD สามารถบูตได้ในเวลา 22 วินาที Seagate XT ก็เร็วเช่นกันที่ 27 วินาที แต่บางครั้งมันก็สามารถบูตด้วยเวลา 24 วินาทีได้เช่นกัน

ความเร็วในการคัดลอกไฟล์

เพื่อให้ได้ผลที่แม่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราจะทำการคัดลอก 2 โฟลเดอร์จากพาร์ติชั่นเดียวกัน โดยโฟลเดอร์แรกจะใส่ไฟล์และรูปภาพเอาไว้เยอะๆ (เน้นจำนวน) ส่วนโฟล์เดอร์ที่สองจะเป็นไฟล์หนัง HD ขนาดใหญ่ (เน้นขนาด) รวมกันได้ทั้งหมด 11 GB ในการทดสอบ

04 SSD VS Harddisk File Copy

OCZ Agility ได้เปรียบจากการที่มีชาแนลมากกว่าชาวบ้าน สามารถคัดลอกไฟล์ทั้งหมดได้ในเวลา 77 วินาที หรือ 143 MB/s ส่วน Seagate ก็สามารถจัดการ Scorpio Black ได้ ถึงแม้ว่าไฟล์จะไม่ได้รับการแคชเก็บไว้ ส่วน Fujitsu 5400 rpm ช้าที่สุดตามระเบียบ

05 SSD VS Harddisk Opening Photoshop & Image

ต่อไปเราจะเปิดไฟล์ TIFF ใหญ่ โดยยังไม่ได้เปิด Photoshop ทิ้งไว้ นี่เป็นการทดสอบทั้งเวลาในการเปิดรูปและตัวโปรแกรม ซึ่งผลที่ออกมา SSD ก็ต้องเป็นผู้นำอย่างแน่นอน กราฟที่ออกมาดูคล้ายกับการทดสอบอื่นๆ ที่ Seagate จะได้เปรียบ Scorpio Black และมีน้องเล็กปิดท้าย

ส่วนการทดสอบสุดท้าย เราจะนำทั้ง 4 โปรแกรมไปวางไว้ในโฟลเดอร์ Startup และนำช็อตคัทของไฟล์วิดีโอ 720p ซึ่งจะถูกเปิดใน MPC-HC ทำให้โน้ตบุ๊กของเราต้องเปิดโปรแกรมพร้อมกัน 5 โปรแกรม และต้องเล่นไฟล์วิดีโอไปด้วย โดยการทดสอบจะเริ่มจากเวลาที่กดปุ่ม Restart และนับจนเวลาที่ไฟล์วิดีโอเริ่มเล่น

06 SSD VS Harddisk Reboot & 5 Applications

ผลการทดสอบไม่ได้แตกต่างอะไรจากการทดสอบแบบอื่นๆ เราจะเห็นได้ว่าพวก SSD ต้องนำมาก่อน ตามด้วย Seagate และ Black Scorpio ปิดท้ายด้วย Fujitsu

ประสิทธิภาพในการทำงานพร้อมกัน

การทำงานพร้อมกันหลายๆ โปรแกรมเป็นเรื่องสามัญของโลกทุกวันนี้ไปแล้ว เรามีแอนตี้ไวรัสทำงานอยู่ ขณะที่เราต้องการให้เครื่องไม่เสียความเร็วในการประมวลผลไปมากนัก ซึ่งฮาร์ดดิสก์เป็นตัวแปรที่สำคัญในเรื่องนี้

การทดสอบแรก เราจะสแกนไฟล์ในโฟลเดอร์ขนาดยักษ์ด้วย Avast และเราจะคัดลอกไฟล์และแตกไฟล์ ZIP ด้วยโปรแกรม 7-Zip ไปพร้อมๆ กัน ส่วนการทดสอบที่สองเราจะเปิดภาพขนาดยักษ์อีกเช่นกันด้วย Photoshop ขนาดที่แอนตี้ไวรัสทำงานไปด้วย

07 SSD VS Harddisk Multi Tasking Performance

Sandforce ของ Intel โชว์เพาว์อีกแล้ว ตัว Crucial C300 แพ้ OCZ ในการทดสอบ แสดงว่ามันไม่เหมาะหากจะนำมาทำงานหนักๆ พร้อมกันแบบนี้ ส่วนกราฟที่เหลือก็ยังคงเดิม

อายุของแบตเตอรี่

ฮาร์ดดิสก์ที่เราใส่เข้าไปมีผลทำให้กินไฟอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเครื่องเล็กๆ อย่าง HP Pavilion dm3 เราจะวัดด้วยโปรแกรม Batterybar 3.4.1 และเล่นเว็บเป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยเปิด Wi-Fi และตั้งความสว่างจออยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ Windows ถูกตั้งเป็นโหมด Power Saver

08 SSD VS Harddisk Battery Life

SSD ให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ดี Vertex และ C300 ให้ไฟใช้ได้นานกว่า Momentus XT เกือบครึ่งชั่วโมง ส่วน OCZ Agility กลับกินไฟมากกว่า ไม่ว่าเราจะลองทดสอบซ้ำแล้วก็ตาม ส่วนฮาร์ดดิสก์ที่หมุนช้าๆ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่กินไฟ เพราะ Fujitsu อยู่ในอันดับสุดท้ายเหมือนเดิม

เสียงรบกวนและการสั่นสะเทือน

จุดที่ดีที่สุดของ SSD ก็คือ มันแทบไม่มีปัญหาเหล่านี้เลย Seagate XT ก็ไม่ได้เงียบไปซะทั้งหมด ที่จริงมันก็ไม่ได้แตกต่างจากฮาร์ดดิสก์ความเร็วเท่ากันทั่วไป มันมีแรงสั่นสะเทือนกับผิวอะลูมิเนียมนิดหน่อย แต่ไม่น่ารำคาญ ส่วน Western Digital ออกจะเงียบกว่าของ Seagate รวมถึงแรงสั่นสะเทือนด้วย แต่ความแตกต่างทั้งหมดก็ไม่มากจนทำให้เป็นปัญหาสำหรับคนใช้

สรุปผล

09 SSD VS Harddisk HP Pavilion dm3

Crucial C300 ขนาด 64 GB ราคา 4,700 บาท ส่วน Agility 2 ขนาด 60GB ราคา 5,300 บาท ทำให้การจะเริ่มมองหา SSD สำหรับการใช้งานทั่วไปเป็นเรื่องสมเหตุสมผลมากขึ้น พวก SSD ที่ใช้ Sandforce เป็นตัวควบคุมทำประสิทธิภาพได้ดีในทุกการทดสอบ OCZ Agility 2 และ OCZ Vertex มีความเร็วสูง แม้จะทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกับ ส่วน Crucial C300 อาจจะเสียเปรียบเรื่องนี้บ้างเล็กน้อย

สำหรับ Seagate Momentus XT การมีแคชแม้จะแค่ 4 GB ซึ่งอาจจะน้อยสำหรับใครบางคน แต่มันก็ทำงานได้เหมือนๆ กับ SSD ในหลายๆ การทดสอบ สำหรับคนที่ไม่อยากจะจ่ายเงิน แต่อยากได้ปริมาณพื้นที่เยอะๆ ตัวนี้น่าสนมากๆ 500 GB ราคาอยู่ที่ 4,100 บาท ได้ราคาที่ดีกว่า SSD เยอะ

สำหรับ Western Digital Scorpio Black อาจจะทำให้หลายคนผิดหวังกับระยะเวลาการพัฒนาที่มาช้าไปนิด เพราะต้องบอกกว่าสูง Seagate แทบจะไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่แคชในการทำงาน ส่วนที่จะทำให้เราอยากซื้อมันก็คือราคาที่ 2,600 บาท ซึ่งมันก็คุ้มนะ ถ้าจะซื้อมาเปลี่ยนใหม่ เพราะยังไงของเก่าก็เอาไปต่อกล่องเอาไว้พกพาได้ครับ

ที่มา : NotebookReview

12 SSD VS Harddisk Samsung

Credit : http://notebookspec.com

Hybrid SSD อีกเทรนด์ที่น่าสนใจในโน้ตบุ๊กที่อยากแรงแต่ราคาเบา ๆ

ปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ SSD เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยราคาที่ถูกลง ทำให้สามารถซื้อหามาใช้ได้ง่าย

แต่ข้อเสียหลักของ SSD ก็ยังเป็นจุดด้อยหลัก นั่นก็คือความจุ แน่นอนว่าพวกรุ่นความจุมากกว่า 500 GB ก็มีละครับ แต่ราคาก็แพงซะหายอยากเลยทีเดียว เทรนด์ที่น่าสนใจในตอนนี้คือ Hybrid SSD ที่ผสมผสานระหว่างฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนและแบบชิป SSD ซึ่งได้เห็นกันในโน้ตบุ๊กบางแบรนด์แล้ว เช่น Lenovo (ที่เรียกว่า RapidDriver) และอีกแบบจะเป็นชิป SSD ที่ฝังลงบนฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน โดยระบบฮาร์ดดิสก์แบบ Hybrid SSD นั้นจะแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ๆ คือ

Hybrid SSD + HDD

image

แบบแรกจะเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป เพราะสะดวกและให้ประสิทธิภาพชัดเจน โดยจะมีฮาร์ดดิสก์ 2 ลูก ทั้งแบบ SSD แบบที่ติดตั้งผ่าน mSata และตัวฮาร์ดดิสก์จานหมุนธรรมดาที่เชื่อมต่อผ่าน Sata โดยจะแบ่งอย่างชัดเจนว่า SSD จะเป็นตัวติดตั้งระบบปฏิบัติการและโปรแกรมหลัก ๆ ไดรเวอร์เพื่อให้สามารถบูต Windows ได้เร็ว (และระบบนี้จะถูกติดตั้งใน Ultrabook ด้วย โดยจะเป็นในรุ่นเริ่มต้นที่ราคาไม่สูงมาก) ส่วนโปรแกรมและข้อมูลอื่น ๆ จะถูกจัดเก็บในฮาร์ดดิสก์ธรรมดา ซึ่งจะได้ทั้งความเร็วในการบูตและความจุของฮาร์ดดิสก์ด้วย

จุดเด่น

  • ได้ทั้งความจุของ HDD และความเร็วของ SSD
  • สามารถจัดสรรค์ไดร์ฟได้สะดวกตามต้องการ

จุดด้อย

  • รองรับแค่โน้ตบุ๊กบางรุ่นที่ออกแบบมาพิเศษเท่านั้น
  • SSD แบบ mSata หาซื้อยาก

Hybrid Drive

image

เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ทำมาเพื่อให้โน้ตบุ๊กทั่วไปสามารถใช้งานได้รวดเร็วประดุจ SSD ด้วยชิปที่ถูกฝังไว้บนฮาร์ดดิสก์ธรรมดา เพื่อช่วยเป็น Buffer พักสำรองข้อมูลในการโอนถ่ายข้อมูล ช่วยให้สามารถโอนถ่ายและเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว ระหว่างตัวเครื่องกับฮาร์ดดิสก์จานหมุน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งความจุและความเร็วที่มากกว่าปรกติ อีกทั้งยังสามารถติดตั้งในโน้ตบุ๊กธรรมดาทั่วไปได้เลย ซึ่งตอนนี้จะมีของ Seagate Momentus® XT ที่วางจำหน่ายแล้ว ใครอยากลองก็เชิญกันได้ครับ

ประสิทธิภาพ

image

ที่มา : anandtech.com

จากผลทดสอบแม้จะสู้ SSD ไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับตัวแรงอย่าง Raptor ก็ยังแรงกว่า ด้วยเวลา Boot ที่น้อยกว่าพอสมควร

จุดเด่น

  • โน้ตบุ๊กทั่วไปก็สามารถใช้งานได้

จุดด้อย

  • ความเร็วยังไม่เทียบเท่า SSD

สรุป

ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านตอนนี้คงจะสนใจเจ้า Hybrid Drive เพราะว่าโน้ตบุ๊กส่วนใหญ่นั้นสามารถใช้งานได้ทันที โดยที่ไม่ต้องพึ่งออปชันเสริมใด ๆ แต่ก็ต้องแลกมากับราคาฮาร์ดดิสก์ที่สูงกว่าฮาร์ดดิสก์ธรรมดาพอสมควร แต่ถ้าใครสำรวจเครื่องแล้วมี mSata ที่ว่างอยู่ละก็ ผมแนะนำเป็น SSD ดีกว่าครับเอาแค่ความจุ 32, 64 GB ก็อยู่แล้ว ลองหาได้ตามบอร์ดมือ 2 ครับ เห็นมีขายอยู่ หรือจะลองบิดใน e-Bay ก็ได้นะครับ ประสิทธิภาพน่าสนใจกว่าเป็นกอง ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นใน Ultrabook แน่นอนครับ

Credit : http://notebookspec.com

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อินเทลเพิ่มชิปแซนดีบริดจ์ชู"อัลตร้าบุ๊ค"

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] รายงานข่าวล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ทีผ่านมา Intel ประกาศเพิ่มชิป Sandy Bridge อีก 3 โมเดล งานนี้นักวิเคราะห์จาก Gleacher & Company คาดว่า ทางบริษัทกำลังเร่งเครื่องในการเปิดตลาด Ultrabook โน้ตบุีคที่มีความบางมากเป็นพิเศษแบบเดียวกับ MacBook Air ซึ่ง Intel มั่นใจว่า นี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ

สำหรับโพรเซสเซอร์ 3 รุ่นใหม่มีการเปิดเผยออกมาในรายการอัพเดทราคาโพรเซสเซอร์ของ Intel โดยชิป Sandy Bridge ที่เพิ่มขึ้นมาไม่เพียงแต่จะเร็วกว่าเดิมเท่านั้น แต่มันยังใช้พลังงานต่ำกว่าที่เคยใช้ในโน้ตบุ๊คบางเฉียบอย่าง Samsung Series 9 อีกด้วย คาดว่า Apple น่าจะใช้ชิปรุ่นนี้ของ Intel กับ MacBook Air รุ่นใหม่ เพื่ออัพเดทรุ่นเดิมที่ใช้ชิป Intel Core 2 Duo ทั้งนี้ทางบริษัทเปิดเผยว่า ชิปรุ่นใหม่จะเป็น ULV ที่ใช้พลังงานต่ำ เพียงแค่ 17 วัตต์ ซึ่งส่งผลให้ความร้อนลดลงอีกด้วย ทั้งนี้หากเทียบกับชิปที่ใช้พลังงาน 25 - 35 วัตต์บนโน้ตบุ๊คบางเฉียบก่อนหน้านี้ อย่างเช่น MacBook Air 11.6 นิ้ว จะเห็นได้ว่า มันมีความแตกต่างของการใช้พลังงานอย่างชัดเจน

ใน ส่วนของโพรเซสเซอร์ใหม่ของ Intel ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับ Ultrabook โน้ตบุ๊คบางเฉียบ ซึ่งเป็นแนวโน้มของโน้ตบุ๊คในครึ่งปีหลังนี้ นอกจากจะใช้พลังงานต่ำแล้ว มันยังมาพร้อมกับโหมด Turbo เร่งความเร็ว เมื่อใช้ซอฟต์แวร์ที่ต้องการพลังประมวลผลได้อีกด้วย โดยชิปรุ่นใหม่ทั้ง 3 ที่มีการเพิ่มเข้ามาได้แก่

  • Core i7-2677M: โพรเซสเซอร 2 แกน ความเร็ว 1.8 GHz (โหมด Turbo เร่งได้ 2.9GHz) แคช 4MB กินไฟ 17 วัตต์ ราคา 317 เหรียญฯ (ประมาณ 9,700 บาท)
  • Core i7-2637M: โพรเซสเซอร์ 2 แกน ความเร็ว 1.7GHz (โหมด Turbo เร่งได้ 2.8GHz) แคช 4MB กินไฟ 17 วัตต์ ราคา 289 เหรียญฯ (ประมาณ 8,900 บาท)
  • Core i5-2557M: โพรเซสเซอร์ 2 แกน ความเร็ว 1.7GHz (โหมด Turbo เร่งได้ 2.7GHz) แคช 3MB กินไฟ 17 วัตต์ ราคา 250 เหรียญฯ (ประมาณ 7,700 บาท)

โน้ต บุุ๊ครุ่น Asus UX21 ที่ยังไม่วางตลาดจะใช้โพรเซสเซอร์ Intel Core i52557M ดังที่ปรากฎอยู่ในรายการด้วย ซึ่งจากรายงานข่าวในช่วงที่ผ่านมา Intel ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความเชื่อมั่นในตลาดโน้ตบุ๊คที่คาดว่าจะมาแรงมากๆ โดยเรียกสายพันธุ์ใหม่ของโน้ตบุ๊คที่มีความบางเบา ประหยัดพลังงานนี้ว่า Ultrabook (อัลตร้าบุ๊ค) ซึ่งนักวิเคราะห์ตลาดจัดให้เป็นโน้ตบุ๊คในกลุ่ม SSD notebook หรือโน้ตบุ๊คที่ใช้สตอเรจเป็นโซลิดสเตท แทนที่จะใช้ฮาร์ดดิสก์ทั่วไป Intel เห็นโอกาสของโน้ตบุ๊คที่บางเป็นพิเศษจากความสำเร็จของ MacBook Air ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2008 ที่มีส่วนแบ่ง 8% จนถึงปี 2010 โตถึง 17% และคาดว่าในปี 2011 จะครองส่วนแบ่งถึง 48% เลยทีเดียว สำหรับกรณีของ Ultrabook คาดว่าจะโต 5% ในปี 2011 และสูงถึง 30% ในปี 2014

เว็บไซต์ในข่าว: Intel

Asus Zenbook "อัลตร้าบุ๊ค"ราคาน่าสอย

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] ดูเหมือนว่า กระแสของ "อัลตร้าบุ๊ค" (ultrabook) เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังจาก เอเซอร์ (Acer) เปิดตัว Aspire S3 ไปแล้วก่อนหน้านี้ ล่าสุด เอซุส (Asus) เปิดตัวอัลตร้าบุ๊คของทางบริษัทที่มีชื่อว่า Asus Zenbook ตามมาติดๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งดีไซน์ที่บางเฉียบไม่แพ้ MacBook Air และประสิทธิภาพที่น่าสอยมากๆ ที่สำคัญราคาไม่แพงเกินไปอีกด้วย โดยเริ่มต้นที่ 999 เหรียญฯ หรือประมาณ 30,000 บาท

Asus Zenbook จะมีให้เลือกสองรุ่นด้วยกันคือ UX21 รุ่นหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว และ UX31 รุ่นหน้าจอขนาด 13 นิ้ว ในขณะที่หน่วยความจำ (RAM) ของทั้งสองรุ่นคือ 4GB ระบบออดิโอไฮโซสุดๆ ด้วย Bang & Olufsun พอร์ตเชื่อมต่อ USB ให้ 2 พอร์ตสำหรับ UX21 และ 3 พอร์ตสำหรับ UX31 นอกจากนี้ยังมีพอร์ต micro HDMI และ mini VGA เพื่อใช้ต่อออกจอทีวีไฮเดฟฯ และจอแสดงผล หรือโพรเจ็กเตอร์ สนนราคาของ UX21 อยู่ที่ 999 เหรียญฯ (ประมาณ 30,000 บาท) โดยมาพร้อมกับโมบายโพรเซสเซอร์ Intel Core i5-2467M สามารถอัพเกรดเป็น Core i7 ด้วยการเพิ่มเงินอีก 200 เหรียญฯ (ประมาณ 6,000 บาท) หน้าจอ 11.6 นิ้ว (1366 x 768 พิกเซล) สตอเรจ 128GB 

ส่วน Asus Zenbook รุ่น UX31 จะมีราคาอยู่ที่ 1,099 เหรียญฯ (ประมาณ 30,300 บาท) โดยจะมาพร้อมกับหน้าจอ 13.1 นิ้ว (1600x900 พิกเซล) โมบายโพรเซสเซอร์ Core i5-2557M ช่องอ่านการ์ดหน่วยความจำ SD และแบตเตอรี่ที่ใช้ได้นานกว่า สามารถอัพเกรดโพรเซสเซอร์เป็น Core i7 เพิ่มเงิน 100 เหรียญฯ (ประมาณ 3,000 บาท) และอัพเกรดดิสก์เป็น 256GB โดยเพิ่มเงิน 250 เหรียญฯ (ประมาณ 7,500 บาท) นอกจากสเป็กที่ดูน่าสนใจแล้ว Zenbook ยังมีจุดเด่นที่บางเบามากๆ โดยส่วนที่บางสุดแค่ 0.11 นิ้ว และหนาสุดแค่ 0.67 นิ้ว ตัวเคสทำด้วยอะลูมิเนียมขัด น้ำหนักเครื่อของ UX21 แค่ 2.43 ปอนด์ (ประมาณ 1.1 กิโลกรัม) ส่วน UX31 หนัก 2.86 ปอนด์ (ประมาณ 1.3 กิโลกรัม) เทียบแล้วบางกว่า S3 และ MacBook Air เล็กน้อย

เว็บไซต์ในข่าว: Asus

Ultrabook คืออะไร (what is Ultra book)

มันก็คือ รูปแบบ Notebook ที่คาดว่าจะเป็น notebook รูปแบบใหม่ในอนาคตนั่นเอง ซึ่งจุดเน้นก็คือ Ultrabook มีความบางเบามากเป็นพิเศษ  โดยใช้ SSD เป็นตัวเก็บข้อมูลทำให้โหลดและเซฟงานได้เร็วมาก โดยมาตฐานของอินเทลระบุความหนาไว้ที่ ไม่เกิน 21 มม. ต้องมีระยะเวลาของแบตเตอรี่อย่างน้อย 5-8 ชม.  ถ้าใช้โหมดแสตนบายจะต้องเปิดได้ภายในเวลา  2 วินาที และมีระบบความปลอดภัยดีเยี่ยม และราคาไม่เกิน 1,000 USD ซึ่ง Ultra book นั้นก็มีลักษณะคล้ายกับ Macbook Air

โดย Ultrabook นั้นสามารถทำได้ทุกอย่างที่ tablet ทำได้ (รวมถึงสัมผัสหน้าจอ) แต่ Ultrabook นั้นจะมีคีย์บอร์ดด้วย

Netbook ส่วนใหญ่จะมีสินค้าระดับล่างถึงกลาง ปัจจุบัน Ultrabook จะมาจับตลาดกลุ่มกลางและกลุ่มบน โดยมีสมรรถนะที่ดีกว่า netbook

โดยในอนาคตนั้น Intel คาดว่า 40% ของโน้ตบุ๊คที่วางจำหน่ายในปี 2012 จะเข้าข่าย Ultrabook

Ultrabook ที่ตอนนี้มีให้เห็นแล้วก็มี Asus UX21 ที่มีความบาง และมีหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว ทำงานด้วยโพรเซสเซอร์ Intel Core i5 และมีน้ำหนักเพียง 2.2 ปอนด์ (1 กิโลกรัม)

asus ux21asus ux21 front

Credit : http://www.kwamru.com

โหมโรง Windows8 โอเอสไร้พรมแดน

เริ่มเผยโฉมอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับระบบปฏิบัติการ วินโดวส์เวอร์ชันถัดไป Windows 8 ซึ่งไมโครซอฟท์การันตีว่าออกแบบมาสำหรับการใช้บนคอมพิวเตอร์พีซีและแท็บเล็ต ทัชสกรีนอย่างครบวงจร เติมคุณสมบัติทัชสกรีนที่มีในโอเอสสำหรับสมาร์ทโฟนอย่าง Windows Phone 7 ให้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแบบไร้รอยต่อ คาดว่าจะมีการเปิดเผยคุณสมบัติ Windows 8 อีกรอบช่วงเดือนกันยายนนี้
       Steven Sinofsky ประธานฝ่ายธุรกิจวินโดวส์จากไมโครซอฟท์ สาธิตคุณสมบัติบางส่วนของระบบปฏิบัติการ Windows 8 ในงาน D9 ซึ่งจัดขึ้นที่แคลิฟอร์เนียเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการันตีว่าวินโดวส์เวอร์ชันใหม่จะมีทุกความสามารถซึ่งพบในอุปกรณ์พกพายอดฮิตอย่างไอแพด
       "คอมพิวเตอร์แล็บท็อป แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป ล้วนสามารถรันบนระบบปฏิบัติการเดียว"
       ก่อนการขึ้นเวทีเพื่อนำเสนอ Windows 8 ในงาน D9 ผู้บริหารไมโครซอฟท์ได้โชว์ภาพหน้าจอเริ่มต้น (start screen) ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องตารางลักษณะเดียวกับ Windows Phone 7 ซึ่งไมโครซอฟท์ยืนยันว่าพัฒนาบนเป้าหมายให้ผู้ใช้รับและจำแนกข้อมูลได้รวด เร็วและง่ายดาย กว่าการใช้ไอคอนซึ่งผู้ใช้ต้องคลิกเพื่อเปิดใช้แอปพลิเคชันตามปกติ
       หัวหน้าทีมพัฒนา Windows 8 ให้สัมภาษณ์ว่าไมโครซอฟท์กำลังพยายามเสนอประสบการณ์ใหม่ในการใช้งาน คอมพิวเตอร์ โดยเป้าหมายพื้นฐานของการสร้าง Windows 8 คือการ สร้างระบบที่สามารถทำงานได้ดีทั้งบนแท็บเล็ตที่มีขนาดหน้าจอ 7-8 นิ้วหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่สามารถต่อเชื่อมหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ได้ โดยภาพ Windows 8 ที่ถูกเปิดเผยทำให้นักวิเคราะห์มองว่าเป็นไปได้สูงที่ไมโครซอฟท์จะให้บริการ ร้านดาวน์โหลดแอปฯ หรือ App Store สำหรับผู้ใช้วินโดวส์ในอนาคต
       จากการสาธิต Windows 8 สามารถรองรับทั้งแอปฯแบบดั้งเดิมที่รันบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์เวอร์ชัน ปัจจุบันอย่าง Windows 7 และแอปฯยุคใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกับแอปฯบนอุปกรณ์พกพา แอปฯแบบหลังจะเน้นการแสดงผลเต็มหน้าจอตามโหมดการทำงานและอุปกรณ์ต่างขนาด ซึ่งรองรับทั้งเทคโนโลยี HTML5 และจาวาสคริปต์
       ก่อนหน้างาน D9 รองประธานฝ่ายพัฒนาวินโดวส์ Julie Larson-Green เคยโพสต์ข้อความบอกเล่าการเปลี่ยนแปลงใน Windows 8 ว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมวินโดวส์ตั้งแต่ภายในถึงภายนอก โดยมั่นใจว่าระบบปฏิบัติการ Windows 8 จะเหมาะสมกับอุปกรณ์ทั้งที่มีและไม่มีคีย์บอร์ด/เมาส์ จุดนี้ Larson-Green ประกาศว่าไมโครซอฟท์จะโชว์ตัว Windows 8 อย่างละเอียด พร้อมโปรแกรม Internet Explorer 10 เว็บเบราว์เซอร์เร็วจี๋ถึงใจที่จะถูกนำมารวมไว้ใน Windows 8 ที่งานประชุมนักพัฒนาซึ่งจะจัดขึ้นที่แคลิฟอร์เนีย ช่วงวันที่ 13 กันยายนนี้
       ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของไมโครซอฟท์นั้นยังคงเป็นระบบปฏิบัติการที่ ถูกใช้งานมากที่สุดในโลก มียอดจำหน่ายลิขสิทธิ์มากกว่า 400 ล้านเครื่องต่อปี อย่างไรก็ตาม วินโดวส์ถูกวิจารณ์ว่ากำลังล้าหลังคู่แข่งอย่างแอปเปิลและกูเกิลในตลาดแท็บ เล็ต เพราะผลิตภัณฑ์ระบบปฏิบัติการไอโอเอสอย่าง iPad สามารถครองตำแหน่งเบอร์ 1 ในตลาดเรียบร้อย
       สำหรับข่าวคราวล่าสุดของไมโครซอฟท์ คือการถูกพันธมิตรสัญชาติฟินแลนด์อย่างโนเกียปฏิเสธแข็งขันว่าไมโครซอฟท์จะ ไม่เข้าซื้อโนเกียอย่างที่มีข่าวลือซึ่งอ้างข้อมูลจากนักวิเคราะห์ Eldar Murtazin ที่ระบุว่าไมโครซอฟท์กำลังพิจารณาซื้อธุรกิจโทรศัพท์มือถือจากโนเกียด้วย มูลค่า 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดย Stephen Elop ซีอีโอโนเกียซึ่งเคยทำงานกับไมโครซอฟท์มาก่อนเป็นผู้ปฏิเสธข่าวที่เกิดขึ้น
ซีอีโอโนเกียยังคงยืนยันว่า สมาร์ทโฟนโนเกียที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Phone 7 ของไมโครซอฟท์จะเริ่มวางตลาดได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้
Company Related Link :
Windows8

เผยโฉม 'Windows 8' กับภาพลักษณ์ใหม่แกะกล่อง?

"ลืมรูปแบบระบบปฏิบัติการวินโดวส์แบบเดิมๆไปได้เลย" หนึ่งในคำกล่าวเปิดงานจากประธานฝ่ายธุรกิจวินโดวส์ ที่เผยโฉมพร้อมแสดงศักยภาพระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 ให้แก่กลุ่มนักพัฒนาภายในงาน 'Build' ที่ไมโครซอฟท์จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่นักพัฒนาในการผลิตโปรแกรมเพื่อใช้ งานบนวินโดวส์ 8
       สตีเวน ไซนอฟสกี (Steven Sinofsky) ประธานฝ่ายธุรกิจวินโดวส์จากไมโครซอฟท์ กล่าวว่า ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ในส่วนของชิปเซ็ตที่รองรับทั้งสถาปัตยกรรม ARM และ x86 ไปจนถึงฟอร์มเฟคเตอร์ของอุปกรณ์ ไล่ตั้งแต่โน้ตบุ๊กหรือแท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 10 นิ้ว ไปจนถึงออลอินวันพีซี ขนาด 27 นิ้วความละเอียดสูง
"ไม่มีข้อจำกัดระหว่างอุปกรณ์พกพาและ คอมพิวเตอร์อีกต่อไป เพราะระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 สามารถใช้งานได้ในทุกๆดีไวส์ แม้แต่เน็ตบุ๊กที่ใช้ซีพียู Atom รุ่นแรก กับ RAM 1 GB ก้สามารถใช้งานได้"
ในจุดนี้ ถ้าสังเกตกันจะพบว่าหน้าจออินเตอร์เฟสหลักของวินโดวส์ 8 ในชื่อ "Metro-Styled" ที่ถูกเปิดเผยออกมานั้น จะใช้คอนเซปต์เดียวกับอินเตอร์เฟสของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โฟน 7 ที่สามารถปรับมาเพื่อใช้งานบนเดสก์ท็อป โน้ตบุ๊ก และแท็บเล็ต ซึ่งในการใช้งานผู้ใช้สามารถ สัมผัสค้าง เพื่อสลับสับเปลี่ยนช่องการแสดงผลต่างๆไปมาได้ทันที เหมือนการใช้งานวินโดวส์ โฟน 7
       ขณะที่เว็บเบราว์เซอร์อย่าง Internet Explorer 10 ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนานั้น ก็มีการพัฒนารูปแบบในการแสดงผลให้เหมาะสมกับอุปกรณ์พกพาต่างๆมากขึ้น
       ส่วนการพัฒนาแอปพลิเคชัน ที่ให้บริการผ่าน 'วินโดวส์ สโตร์' นั้นไมโครซอฟท์ให้แนวคิดในการพัฒนาไว้ว่า แอปฯทุกแอปฯในทุกดีไวส์ จะสามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันละกัน ช่วยให้ผู้ใช้งานที่มีหลายดีไวส์สามารถอัปเดตข้อมูลได้ตลอดเวลา
       จุดที่สำคัญที่สุดคือ โปรแกรม และแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 7 สามารถนำมาใช้งานบนวินโดวส์ 8 ได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 สำหรับนักพัฒนา จะเปิดให้ดาวน์โหลดมาใช้งานกันในช่วงปลายสัปดาห์นี้

       และภายในงานดังกล่าว ไมโครซอฟท์ได้มีการแจก Samsung Windows Developer Preview PC กว่า 5,000 เครื่อง ให้แก่นักพัฒนา ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่มาในรูปแบบของแท็บเล็ต พร้อมแท่นที่สามารถเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ด ทำงานบนหน่วยประมวลผล 2nd Gen Intel Core i5 หน้าจอ PLS ขนาด 11.6 นิ้ว ความละเอียด 1366 x 768 พิกเซล RAM 4 GB หน่วยความจุแบบ SSD 64 GB น้ำหนัก 909 กรัม บางเพียง 12.9 มิลลิเมตร
Company Relate Link :
Microsoft

8 คุณสมบัติสุดเริ่ดใน Windows 8

อย่ามัวแต่ บ่นว่า Windows 7 ยังไม่ทันได้ใช้ Windows 8 ก็แจ้งเกิดออกมาแล้ว ตามไปตรวจแถว 8 คุณสมบัติสุดเวิร์กของระบบปฏิบัติการรุ่นต่อไปของไมโครซอฟท์ที่ทำให้สื่อมวล ชนและนักพัฒนาในงาน Windows Build Conference ออกอาการอึ้งและทึ่งมาแล้ว
       คุณสมบัติโดยรวมของ Windows 8 คือผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้ 2 มุมมอง คือ "Desktop View" รูปแบบคลาสสิกสำหรับใช้งานบนคอมพิวเตอร์พีซี และ "Metro View" รูปแบบสำหรับใช้งานบนแท็บเล็ตหรืออุปกรณ์หน้าจอสัมผัส ทั้งหมดนี้ ไมโครซอฟท์ยืนยันว่าวินโดวส์เวอร์ชัน 8 จะยังไม่พร้อมวางตลาดจนกว่าจะถึงปีหน้า (2012)
       สำหรับ 8 คุณสมบัติต่อไปนี้ถูกคัดเลือกมาจากคุณสมบัติใหม่ "หลายร้อยจุด" ซึ่งสตีฟ ไซนอฟสกี้ (Steve Sinofsky) ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์วินโดวส์และวินโดวส์ไลฟ์ระบุไว้ ทั้งหมดเป็นคุณสมบัติที่ทำให้สื่อต่างชาติลุกจากเก้าอี้เพื่อมองให้ถนัดว่า คุณสมบัตินั้นทำงานอย่างไร ถือเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติที่เชื่อว่าจะทำให้สาวกวินโดวส์ตื่นเต้นที่สุด ในบรรดาข้อมูลของ Windows 8 ที่ถูกประกาศออกมาในขณะนี้

เพียง แตะภาพสาวที่จมูก จากนั้นแตะที่แก้วน้ำมะนาว แล้วลากนิ้วปาดจากขอบเรือมาสู่ขอบแก้ว ก็สามารถปลดล็อกเครื่อง Windows 8 ได้อย่างเก๋ไก๋

1. ปลดล็อกด้วยการแตะ-ปาดภาพ
       ทีมไมโครซอฟท์คุยฟุ้งถึงระบบป้อนรหัสผ่านแนวใหม่ที่จะทำให้ผู้ใช้มี ทางเลือกอื่นในการปลดล็อกหน้าจอคอมพิวเตอร์ Windows 8 จากเดิมที่สาวกวินโดวส์จะต้องพิมพ์รหัสผ่านที่เป็นตัวอักษร แต่ Windows 8 จะทำให้ผู้ใช้ป้อนรหัสผ่านด้วยการ "ปาดและแตะ" ภาพ ซึ่งจะให้อารมณ์ที่คล้ายกับผู้ใช้อุปกรณ์พกพาแอนดรอยด์ (Android) เล็กน้อย
       ระบบรหัสผ่านใหม่ของ Windows 8 จะเปิดให้ผู้ใช้สามารถตั้งรหัสผ่านได้ด้วยการเลือกรูปภาพ และเลือกพื้นที่ภาพที่ต้องการแตะและปาดเพื่อปลดล็อกเครื่อง จาก การสาธิตของ Julie Larson-Green รองประธานกลุ่มธุรกิจองค์กร ผลิตภัณฑ์วินโดวส์ ในงานประชุม Windows Build เธอสามารถเลือกภาพลูกสาวซึ่งยืนอยู่บนเรือสำราญพร้อมแก้วน้ำมะนาวในมือ ซึ่งเมื่อเธอแตะภาพลูกสาวที่จมูก จากนั้นที่แก้วน้ำมะนาว แล้วลากนิ้วปาดจากขอบเรือมาสู่ขอบแก้ว ก็สามารถปลดล็อกได้อย่างเก๋ไก๋

Windows 8 สามารถแสดงข้อมูลอีเมลใหม่บน Lock Screen ทำให้ผู้ใช้ Windows 8 สามารถทราบได้ทันทีว่าได้พลาดอะไรไปเมื่อไม่อยู่หน้าเครื่อง

2. แจ้งเตือนอีเมลใหม่บนหน้าจอล็อกเครื่อง
       ไมโครซอฟท์ดัดแปลงความสามารถในการแสดงข้อมูลบน Lock Screen หรือหน้าจอที่แสดงว่าเครื่องสมาร์ทโฟนถูกล็อกมาใช้อย่างฉลาด โดยแทนที่จะแสดงเป็นภาพนิ่งหรือนาฬิกาทั่วไป แต่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ Windows 8 จะสามารถรับรู้ข้อมูลใหม่ทั้งปฏิทินงานที่ใกล้มาถึงและอีเมลใหม่ได้แม้จะ อยู่ห่างจากคีย์บอร์ดไปนาน การดึงข้อมูลแจ้งเตือนแบบอัตโนมัตินี้เชื่อว่าจะมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ ใช้คอมพิวเตอร์พีซี เช่นเดียวกับที่มีประโยชน์กับผู้ใช้สมาร์ทโฟนพกพามาแล้ว
แม้จะเป็นการอัปเกรดที่ไม่มาก และประหยัดเวลาให้ผู้ใช้ไม่เกิน 2 วินาที แต่คุณสมบัติข้อนี้ทำให้ผู้ใช้ Windows 8 สามารถทราบได้ทันทีว่าได้พลาดอะไรไปเมื่อไม่อยู่หน้าเครื่อง ขณะเดียวกันก็ลดความจำเป็นในการปลดล็อกเครื่องลง โดยระบบสามารถอัปเดทข้อมูลใหม่ให้กับผู้ใช้พีซีที่พักเครื่องไปนานได้ สำหรับในอุปกรณ์พกพา หน้าจอ Lock Screen ของ Windows 8 สามารถแสดงข้อมูลแบตเตอรี่ เวลา และข้อความสนทนาใหม่ได้ครบถ้วน

3. เร็วจริงอะไรจริง
ความเร็วของ Windows 8 สร้างความฮือฮาเหลือเกินในงาน Build Conference ทั้งหมดกินเวลาไม่เกิน 8 วินาที

หลักการทำงานของ Windows 8 ที่ทำให้สามารถเปิดการทำงานได้เร็วเช่นนี้นั้นมีลักษณะเดียวกับระบบปฏิบัติการของแอปเปิล คือการไม่ปิดการทำงานของเคอร์แนลแต่ใช้วิธีการพักชั่วคราวเพื่อให้สามารถเปิดกลับมาทำงานอีกครั้งได้แบบทันที วิดีโอสาธิตข้างบนนี้ทำให้เห็นว่าโน้ตบุ๊กที่ไม่ได้เสียบไฟและไม่มีแหล่งพลังงานก็สามารถใช้เวลาเปิด Windows 8 ในเวลาพริบตาเดียว

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ปุ่ม Refresh ระบบในเมนู General ภายในหน้า Control Panel ของ Windows 8

4. ทำ System Refresh โดยไฟล์ไม่หาย
       คุณสมบัตินี้ไม่ได้แปลว่าสาวกวินโดวส์ไม่จำเป็นต้องสำรองไฟล์ในไดร์ฟพกพาหรือเลิกใช้บริการ Dropbox อีกต่อไป แต่ หมายถึงไมโครซอฟท์การันตีว่าผู้ใช้ Windows 8 จะสามารถรีสโตร์หรือตั้งค่าระบบใหม่โดยไม่ทำให้ไฟล์เพลง ภาพยนตร์ หรือเอกสารที่ทำไว้หายไป
       คุณสมบัตินี้อยู่ในรูปปุ่ม Refresh ระบบในเมนู General ภายในหน้า Control Panel ซึ่งไมโครซอฟท์ประกาศชัดเจนพร้อมกับเสนอปุ่มให้ผู้ใช้กดเพื่อเริ่มรีสโตร์ ระบบ ถือเป็นการเพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้ใช้พีซีทั่วไปอีกมาก

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

Task Manager ใหม่ใช้ง่ายของ Windows 8

5. หน้า Task Manager ใหม่ใช้ง่าย
       ผู้บริหารไมโครซอฟท์นั้นกล่าวไว้ในงาน Build Conference ว่า ไมโครซอฟท์ออกแบบหน้าต่างจัดการงานหรือ task manager ใหม่ต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปีแล้ว ครั้งนี้ Windows 8 ก็ถูกออกแบบให้อีกครั้งให้มีรูปแบบการอ่านและใช้งานได้ง่ายกว่าเดิม
       จุดเด่นของทาสก์แมเนเจอร์ใน Windows 8 ไม่ได้อยู่ที่การจัดข้อมูลในรูปตารางที่อ่านง่ายกว่าเดิมเท่านั้น แต่อยู่ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มหรือลบรายชื่อโปรแกรมที่ต้องการให้ระบบเปิดใช้งานอัตโนมัติเมื่อเริ่มเปิดเครื่อง จุดนี้ถือเป็นคุณสมบัติที่สามารถป้องกันมัลแวร์หรือซอฟต์แวร์ประสงค์ร้ายได้ มาก แถมยังประหยัดกำลังของหน่วยประมวลผลได้ทั้งในอุปกรณ์พกพาและคอมพิวเตอร์พีซี

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

คีย์บอร์ดเสมือนที่แยกจากกันเป็น 2 ฝั่งของ Windows 8

6. คีย์บอร์ดแยกเพื่อการพิมพ์ด้วยนิ้วโป้ง
       ต้องปรบมือให้ความสามารถนี้ของ Windows 8 เพราะไมโครซอฟท์เข้าใจหัวอกของผู้ใช้แท็บเล็ตทั่วโลกได้ดีเหลือเกิน ซึ่งนับจากนี้ หากชาวแท็บเล็ตถือจับเครื่องด้วย 2 มือ ก็จะสามารถพิมพ์งานด้วยนิ้วโป้งได้ สะดวกกว่าการพิมพ์บนคีย์บอร์ดเดิมซึ่งต้องใช้การเคลื่อนมือทั้งมือ
ไมโครซอฟท์พัฒนาให้ Windows 8 มีคีย์บอร์ดเสมือนที่แยกจากกันเป็น 2 ฝั่ง แทนที่จะติดกันเป็นแพอยู่ชิดขอบจอ คุณสมบัตินี้ถูกวิเคราะห์ว่าจะช่วยให้ชาววินโดวส์สามารถทำงานขณะเคลื่อนที่ ได้ดีกว่าเดิม ซึ่งหากไม่จำเป็น ผู้ใช้ Windows 8 ก็สามารถเลือกใช้คีย์บอร์ด QWERTY ติดกันแบบปกติได้

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ผู้ใช้ Windows 8 สามารถกดที่ปุ่ม "Share Charm" เพื่อเปิดไซด์บาร์หรือแถบเมนูที่จะเลื่อนมาจากด้านข้าง

7. แชร์แสนสะดวก
       ใน 'Metro View' ผู้ใช้ Windows 8 สามารถกดที่ปุ่ม "Share Charm" เพื่อเปิดไซด์บาร์หรือแถบเมนูที่จะเลื่อนมาจากด้านข้าง ซึ่งจะเปิดทางให้ผู้ใช้เลือกแบ่งปันข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันที่ต่างกันได้ ความสามารถนี้สะท้อนว่าไมโครซอฟท์ให้ความสำคัญเรื่องการโต้ตอบและการสื่อสาร ของผู้ใช้อย่างมาก
       และเมื่อโปรแกรมที่รองรับ Windows 7 สามารถทำงานบน Windows 8 ได้ ความสามารถในการแชร์ข้อมูลจึงสะท้อนว่าไมโครซอฟท์กำลังพยายามดันบริการ Windows Live สู่ระบบคลาวด์มากขึ้น ผู้ใช้ Windows 8 สามารถแบ่งปันข้อมูลที่ต้องการแก่ใครก็ได้ที่มีอีเมลแอดเดรส โดยกดปุ่ม Send ในโปรแกรม Share

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ไมโครซอฟท์ยืนยันว่า Windows 8 ใช้แรมเพียง 281MB ในการเปิดทำงาน เทียบกับ 404MB ของ Windows 7

8. ใช้ RAM น้อยลง (มาก)
       ก่อนหน้านี้ ทุกคนอาจจะคิดว่าคุณสมบัติเริ่ดหรูของ Windows 8 ทั้งอินเทอร์เฟซสวยงาม การรองรับเทคโนโลยีสัมผัส รวมถึงการทำงานแบบเสมือน จะทำให้ Windows 8 ใช้งานหน่วยความจำสำรองหรือ RAM จำนวนมหาศาล แต่เปล่าเลย ผู้บริหารไมโครซอฟท์ยืนยันว่า Windows 8 ใช้แรมเพียง 281MB ในการเปิดทำงาน เทียบกับ 404MB ของ Windows 7
       อย่างไรก็ตาม ปริมาณการประหยัดแรมที่น่าประทับใจนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง เพราะคุณสมบัติทั้งหมดมาจาก Windows 8 เวอร์ชันทดสอบ ซึ่งไมโครซอฟท์ยังต้องนำเสียงตอบรับมาพัฒนาอีกในอนาคต
Company Related Link :
Microsoft