วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

AppServ คืออะไร?

appserv-logo

กำเนิดโปรแกรม AppServ
สำหรับ โปรแกรม AppServ นี้ไม่ได้เกิดการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาล หรือหน่วยงานเอกชน หรือองค์กรอิสระ ใดๆเลยทั้งสิ้น แต่โปรแกรม AppServ ได้กำเนิดจากแรงบันดาลใจจากเพื่อนของผู้พัฒนาคนหนึ่งที่ได้เริ่มศึกษาภาษา PHP และฐานข้อมูล MySQL และมีปัญหาทุกครั้งในการติดตั้ง กว่าจะติดตั้งได้ก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง บางทีทำได้บ้างไม่ได้บ้าง และทุกครั้งที่ติดตั้งไม่ได้ก็จะมาขอความช่วยเหลือจากผู้พัฒนาเป็นประจำทุก ครั้ง จึงทำให้ผู้พัฒนาได้สร้างโปรแกรมที่สะดวกในการติดตั้งเพื่อให้เพื่อนของผู้ พัฒนาสามารถนำไปใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องมาปวดหัวกับการติดตั้งที่ยุ่งยากอีกต่อไป ในช่วงแรกที่แจกจ่ายนั้น ผู้พัฒนาได้แจกจ่ายในเว็บไซต์ที่เป็นภาษาอังกฤษ ผู้ใช้งานต่างประเทศให้ความสนใจและมีการใช้งานเป็นจำนวนมาก และในปัจจุบันได้เพิ่มเติมในส่วนของเว็บไซต์ภาษาไทย ในอนาคตผู้พัฒนาจะจัดทำเว็บไซต์สามารถรองรับทุกภาษา และเข้าถึงผู้ใช้งานทุกคนทั่วโลก
ประวัตินักพัฒนาโปรแกรม AppServ
      สำหรับผู้พัฒนานั้นได้อาศัยอยู่ในประเทศไทย ชื่อ ภาณุพงศ์ ปัญญาดี ชื่อเล่น apples
      เกิดวันที่ 14 สิงหาคม 2523
      สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
      First met ครั้งแรกที่ทุกคนเจอหน้าผม ก็มักจะคิดว่าเป็นเป็นนักศึกษา ไม่ก็นักเรียนมัธยม ทุกครั้งเสมอไป -___-'
      มีประสบการณ์และความเชียวชาญพิเศษในเรื่องของ Linux Security, Linux Network, Network Security, Network Admin, PHP Programming, MySQL Database, Linux/Unix Hacking System, Web Design, ฯลฯ
      ระบบปฏิบัติการที่เลือกใช้  Desktop เลือก Windows แต่ถ้าเป็น Server/Network เลือกเฉพาะ Debian GNU/Linux เท่านั้น
ความหมายของโปรแกรม AppServ
AppServ คือโปรแกรมที่รวบรวมเอา Open Source Software หลายๆ อย่างมารวมกัน
โดยมี Package หลักดังนี้
         - Apache
         - PHP
         - MySQL
         - phpMyAdmin
    โปรแกรมต่างๆ ที่นำมารวบรวมไว้ทั้งหมดนี้ ได้ทำการดาวน์โหลดจาก Official Release ทั้งสิ้น โดยตัว AppServ จึงให้ความสำคัญว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องให้เหมือนกับต้นฉบับ เราจึงไม่ได้ตัดทอนหรือเพิ่มเติมอะไรที่แปลกไปกว่า Official Release แต่อย่างได้ เพียงแต่มีบางส่วนเท่านั้นที่เราได้เพิ่มประสิทธิภาพการติดตั้งให้สอดคล้อง กับการทำงานแต่ละคน โดยที่การเพิ่มประสิทธิภาพนี้ไม่ได้ไปยุ่ง ในส่วนของ Original Package เลยแม้แต่น้อยเพียงแต่เป็นการกำหนดค่า Config เท่านั้น เช่น Apache ก็จะเป็นในส่วนของ httpd.conf, PHP ก็จะเป็นในส่วนของ php.ini, MySQL ก็จะเป็นในส่วนของ my.ini ดังนั้นเราจึงรับประกันได้ว่าโปรแกรม AppServ สามารถทำงานและความเสถียรของระบบ ได้เหมือนกับ Official Release ทั้งหมด 
    จุดประสงค์หลักของการรวมรวบ Open Source Software เหล่านี้เพื่อทำให้การติดตั้งโปรแกรมต่างๆ ที่ได้กล่าวมาให้ง่ายขึ้น เพื่อลดขั้นตอนการติดตั้งที่แสนจะยุ่งยากและใช้เวลานาน โดยผู้ใช้งานเพียงดับเบิ้ลคลิก setup ภายในเวลา 1 นาที ทุกอย่างก็ติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ระบบต่างๆ ก็พร้อมที่จะทำงานได้ทันทีทั้ง Web Server, Database Server เหตุผลนี้จึงเป็นเหตุผลหลักที่หลายๆ คนทั่วโลก ได้เลือกใช้โปรแกรม AppServ แทนการที่จะต้องมาติดตั้งโปรแกรมต่างๆ ที่ละส่วน
    ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ความชำนาญในการติดตั้ง Apache, PHP, MySQL ก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเสมอไป เนื่องจากการติดตั้งโปรแกรมที่แยกส่วนเหล่านี้ให้มารวมเป็นชิ้นอันเดียวกัน ก็ใช้เวลาค่อนข้างมากพอสมควร แม้แต่ตัวผู้พัฒนา AppServ เอง ก่อนที่จะ Release แต่ละเวอร์ชั่นให้ดาวน์โหลด ต้องใช้ระยะเวลาในการติดตั้งไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อทดสอบความถูกต้องของระบบ ดังนั้นจึงจะเห็นว่าเราเองนั้นเป็นมือใหม่หรือมือเก่า ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะติดตั้ง Apache, PHP, MySQL ในพริบตาเดียว 
     มีบางคำถามที่พบบ่อยว่า AppServ สามารถนำไปเป็น Web Server หรือ Database Server ได้ทันทีหรือไม่ ข้อนี้ต้องตอบว่าได้แน่นอน 100% แต่ทางผู้พัฒนาเองขอแนะนำว่า ระบบจัดการ Memory และ CPU บน Windows ที่ทำงานเกี่ยวกับ Web Server หรือ Database Server ไม่เหมาะกับการใช้งานหนักๆ เป็นอย่างยิ่ง เพราะ Windows นั้นจะกลืนกินทรัพยากรอันมหาศาล และหากเทียบอัตรารองรับระบบงานกับ OS ตัวอื่นเช่น Linux/Unix จะยิ่งเห็นได้ชัดว่า OS ที่ป็น Windows ที่มีขนาด Memory และ CPU ที่เท่าๆ กัน OS ที่เป็น Linux/Unix นั้น จะรองรับงานได้น้อยกว่ามากพอสมควร เช่น Windows รับได้ 1000 คนพร้อมๆ กัน แต่ Linux/Unix อาจรับได้ถึง 5000 พร้อมๆกัน หากท่านต้องทำงานหนักๆ ทางผู้พัฒนาแนะนำให้เลือกใช้ Linux/Unix OS จึงจะเหมาะสมกว่า
ข้อแตกต่างของ AppServ ในแต่ละเวอร์ชั่น
AppServ ได้แบ่งเวอร์ชั่นออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ
          2.5.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ใหม่ๆ นำมาใช้งานโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการระบบใหม่ๆ
                  หรือต้องการทดสอบ ทดลองใช้งานฟังก์ชั่นใหม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้ความเสถียรของระบบได้ 100%
                  เนื่องจากว่า Package จากนักพัฒนานั้นยังอยู่ในช่วงของขั้นทดสอบ ทดลองเพื่อหาข้อผิดพลาดอยู่
          2.4.x คือเวอร์ชั่นที่นำ Package ที่มีความเสถียรเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงของระบบ
                  โดยไม่ได้มุ่งเน้นที่จะใช้ฟังก์ชั่นใหม่

คำแนะนำในการเลือกใช้งาน AppServ

     เราขอแนะนำว่าท่านที่ติด ตั้ง AppServ ไม่จำเป็นต้องใช้เวอร์ชั่นใหม่เสมอไป แต่ถึงอย่างไรก็ดี ทางผู้พัฒนาเองอยากจะให้ผู้ใช้งานได้ทดสอบ ทดลองเวอร์ชั่นใหม่ทุกครั้งที่มีการแจกจ่าย เพื่อช่วยในการตรวจสอบปัญหาหรือข้อผิดพลาด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้พัฒนาเอง และผู้ใช้คนอื่นๆ ที่จะได้ใช้งานระบบมีข้อผิดพลาดที่น้อยที่สุด
     สำหรับผู้ที่ใช้งานระบบที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก หรือไม่ได้ต้องการสิ่งใหม่ๆ แต่ต้องการความเสถียรเป็นหลัก ในการเลือกใช้ AppServ ให้ท่านเลือกใช้เวอร์ชั่นที่เหมาะสมกับระบบงานของท่าน เช่น หากท่านใช้เวอร์ชั่น 1.8.0 ได้อย่างไม่มีปัญหา ท่านก็ไม่จำเป็นต้องอัพเกรดเวอร์ชั่นให้ใหม่อยู่เสมอ เพื่อที่จะให้การทำงานของระบบท่าน เป็นไปได้อย่างราบรื่น ท่านสามารถดูรายละเอียดโปรแกรม AppServ ในแต่ละเวอร์ชั่นได้โดยคลิกที่นี่

คลิกที่นี่เพื่ออ่านวิธีการติดตั้ง

ดาวน์โหลด Appserv

AppServ 2.5.9 & 2.4.9 with Zend Optimizer AddOns Released !

AppServ 2.5.9

  • Apache 2.2.4
  • PHP 5.2.3
  • MySQL 5.0.45
  • phpMyAdmin-2.10.2

Download
Sourceforge.net :
http://prdownloads.sourceforge.net/appserv/appserv-win32-2.5.9.exe?download
MD5SUM : 8b95311356c9c5f22bf9e72c68033ef7

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

AppServ 2.4.9

  • Apache 2.0.59
  • PHP 4.4.7
  • MySQL 5.0.45
  • phpMyAdmin-2.10.2

Download
Sourceforge.net : http://prdownloads.sourceforge.net/appserv/appserv-win32-2.4.9.exe?download
MD5SUM : 52078d6e5d52b0b17fd929a8cc8ec74d

Zend Optimizer 3.3.0 AppServ AddOns

Download
Sourceforge.net :
http://prdownloads.sourceforge.net/appserv/appserv-addons-zendoptimizer-3.3.0.exe?download

MD5SUM : f8827fb25c1a33e61f5e7327f80ae3bb

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

AppServ 2.5.10 and 2.6.0 with PHP6 New Released !!!

AppServ 2.5.10

  • Apache 2.2.8
  • PHP 5.2.6
  • MySQL 5.0.51b
  • phpMyAdmin-2.10.3

Download
Sourceforge.net :
http://prdownloads.sourceforge.net/appserv/appserv-win32-2.5.10.exe?download
MD5SUM : 279c0c39866fbecb8a3904969fd5d0f4

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

AppServ 2.6.0

  • Apache 2.2.8
  • PHP 6.0.0-dev
  • MySQL 6.0.4-alpha
  • phpMyAdmin-2.10.3

Download
Sourceforge.net : http://prdownloads.sourceforge.net/appserv/appserv-win32-2.6.0.exe?download
MD5SUM : e3a108c9b17f3572e53c07f52d236481

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มันมาอีกแล้ว! “MacBook Air Shenzhen” ในร่างของ Ultrabook สัญชาติจีน แต่สเปกเพียง Netbook

ช่วงนี้เรียกได้ว่ามีผู้ผลิตโน้ตบุ๊กหลายเจ้าสนใจทำ Ultrabook ออกมาขายกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น Acer Aspire S3, Asus Zenbook, Lenovo U300S โดยมาในตอนนี้ทาง Shenzhen Technology Ltd หนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีของเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ได้ส่ง Ultrabook หน้าจอ LED ขนาด13.3″ ออกมา ที่เรียกได้ว่าหน้าตานี้เหมือน  Apple MacBook Air อย่างกับแกะทีเดียว ซึ่งก่อนหน้านี่ถ้ายังจำกันได้ Kirf ก็ได้เคยส่ง PSP หรือ iPad จำแลงมาแล้ว มาคราวนี้ก็มาต่อกันที่ MacBook Air บ้าง


ใน ส่วนของ MacBook Air Shenzhen (ขอเรียกอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ) มาพร้อมกับสเปก อาทิ ชิปประมวลผล Intel Atom N2800, กราฟฟิกการ์ด GMA3600, แรมขนาด 2GB, SSD ความจุที่ 32GB รวมไปถึงมีความละเอียดหน้าจอ 1366 x 768 พิกเซล มีช่องต่อเชื่อมต่อ USB 2.0 จำนวน 2 ช่อง, ช่องการ์ดรีดเดอร์ และสุดท้ายคือ mini-HDMI Out 

นอกเหนือจากนั้นยังมีแบตเตอรี่ความจุ 4100 mAh ที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องประมาณ 3.5 ชั่วโมง อีกส่วนนึงที่น่าสนใจก็คือมีน้ำหนักที่ 1.36 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าหนักกว่า MacBook Air ตัวจริงเพียง 0.01 กิโลกรัมเท่านั้น และมีสัดส่วนตัวเครื่องขนาด 28 X 21.9 X 1.8 เซนติเมตร ซึ่งก็ถือได้ว่าเล็กกว่านิดหน่อย แต่หนากว่า MacBook Air เล็กน้อยเท่านั้น ที่คาดว่าตัวเครื่องจะเป็นเพียงพลาสติกธรรมดา ไม่ใช่อะลูนิเมียมอย่าง MacBook Air แต่อย่างใดครับ

สนนราคาก็ตกอยู่ที่ 471 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14,000 บาทเท่านั้นเอง เทียบง่ายๆ ราคานี้ก็คือ Netbook ดีๆ นี่เอง โดย Shenhzen Technology Ltd พร้อมจำหน่ายในจีนเดือนพฤศจิกายนนี้ ว่าแต่มีใครสนใจกันหรือเปล่าเอ่ย :D

Credit : http://notebookspec.com

Asus หล่อขั้นเทพ!!!

ตั้งเป้าหมายให้ Zenbook เป็นผู้นำในส่วนของตลาด Ultrabook 

คงจะเคยเห็นหน้าตารวมไปถึงสเปกกันบ้างแล้วกับ Zenbook UX31 และ UX21 ที่เป็น Ultrabook จากทาง Asus ที่ตอนนี้ดูเหมือนจะมีการตั้งเป้าหมายจะให้ Zenbook เป็นผู้นำในส่วนของตลาด Ultrabook ทั้งหมด โดยเนื้อหาทั้งหมดนี้ได้นำมาจากไฟล์เอกสารแถลงถึงผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของทาง Asus เอง ด้วยแนวกลยุทธ์หลักๆ 3 ข้อใหญ่ๆ ที่ประกอบไปด้วย

  • Zenbook มีความเป็นเอกลักษณ์ที่เหนือกว่าคู่แข่ง, งานประกอบที่ปราณีต, ระบบเสียงที่สุดยอด, ประสิทธิภาพในการประมวลที่สูง, รองรับ USB 3.0, จัดการพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม
  • Zenbook เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของ Ultrabook ที่บางเบา นอกเหนือจาก MacBook Air ที่เป็นของ Apple
  • ในส่วนของ Ultrabook ระบบปฏิบัติการที่เป็นวินโดว์ Zenbook เป็นคำตอบที่ดีที่สุด (ไม่นับรวมในส่วนกรณีของ MacBook Air เพราะใช้ระบบปฏิบัติการเป็น Mac OS)

แบบว่าดูจากเอกสารแล้ว Asus จะจงใจเปรียบเทียบ MacBook Air กับ Zenbook ตัวเองเหลือเกิน เหมือนกับว่าไม่เห็นหัวของ Ultrabook เจ้าอื่นๆ เลย จึงไม่มีการกล่าวถึงเลย ไม่ว่าจะเป็น Acer, Lenovo หรือ Toshiba ซึ่งถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง Asus อาจจะเห็นว่า MacBook Air มันมีมาก่อน Ultrabook เจ้าอื่นๆ ก็เป็นไปได้


แต่ กระนั้นแล้วส่วนเอกสารที่เป็นทางการขนาดนี้ของ Asus ก็ยังมีการพิมพ์ผิด หรือมีการเข้าใจผิดก็มิทราบได้ สังเกตได้จากข้อความที่ว่า MacBook Air นั้นใช้ iOS ซะอย่างงั้น เพราะจริงๆ แล้ว MacBook Air มันต้องใช้ระบบปฏิบัติการ Mac OS  สิ ไม่ใช่ระบบปฏิัติการ iOS ที่ใช้ใน iPhone, iPad แต่อย่างใดนะครับ น่าอายจริงๆ งานนี้ :P

Credit : http://notebookspec.com

ผู้ผลิต SSD คาด Ultrabook คงจะยังไม่ได้ใช้ SSD กันเยอะนัก ในช่วงแรกนี้

.

ultrabook_booth-5216640ด้วย ราคาค่าตัวของ Ultrabook รุ่นแรกจากหลากหลายผู้ผลิต หลากหลายแบรนด์แล้ว ก็น่าจะเห็นว่าราคาค่าตัวนั้นเอาเรื่องพอสมควรเลยทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกันกับแชมป์ที่พยายามจะล้มอย่าง MacBook Air ที่มีราคาดูแล้วน่าสนใจกว่า ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม SSD ทั้งหลายจึงคาดว่าจะยังคงมีเครื่อง Ultrabook ที่เอา SSD ไปใช้ไม่เยอะนักในช่วงแรกนี้ เพราะว่าราคาต้นทุนนั้นค่อนข้างสูงมากเกินไป ถ้าจะเอา SSD มาใช้ด้วย ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนตัวเครื่องเข้าไปอีก ดังนั้นผู้ผลิตแต่ละรายคงจะยังไม่ทำแบบนั้นเยอะนักในตอนนี้ จะมีเพียงแต่รุ่นที่ออกวางจำหน่ายในระดับราคา High-end เท่านั้น ที่จะยังพอสมน้ำสมเนื้อกับราคาต้นทุนได้
       หรือทางออกอีกอย่างที่น่าจะนำมาใช้กันก็คือ การจับหน่วยเก็บข้อมูลทั้งแบบเก่าอย่างฮาร์ดดิสก์และ SSD เข้ามารวมไว้ด้วยกันไปเลย เพื่อเป็นการลดต้นทุน อย่าง Acer Aspire S3 ที่มีการใช้ SSD 20GB + ฮาร์ดดิสก์ 320GB ที่มีราคาขายอยู่ที่ $899 (27,xxx บาท) ก็ต้องรอดูกระแสตอบรับจากผู้บริโภค ว่าจะยินดีด้วยกับแนวทางนี้หรือไม่ เพราะถ้าหากว่าไม่ขึ้นมาล่ะก็ คงจะเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลต่ออนาคตของ Ultrabook อย่างแน่นอน

Credit : http://notebookspec.com

Ultrabook ของ Sony เป็นไปได้อาจจะมาภายในธันวาคมนี้ โดยพัฒนาต่อจาก VAIO Z

sony-vaio-x-seriesย้อน กลับไปเมื่อราวเดือนกันยายนที่ผ่านมา Sony ได้ประกาศออกมาว่ายังไม่สนใจที่จะทำเครื่อง Ultrabook ในตอนนั้น ที่คาดกันว่าน่าจะเป็นสาเหตุจาก Sony ไม่สามารถยอมรับราคาส่วนต่างของต้นทุนและผลกำไรจากการต้องจำหน่ายในราคาต่ำ กว่า $1,000 ได้

แต่ข่าวคราวล่าสุดกลับไม่เป็นเหมือนที่ Sony บอกซะแล้ว เพราะว่าดูเหมือนบริษัทกำลังวิจัยเกี่ยวกับตัวเครื่อง Ultrabook อยู่ในตอนนี้ ซึ่งข้อมูลอีกอย่างที่ได้จากบทสัมภาษณ์ของ Fox News กับ CEO ของ Intel ก็มีพูดถึง Sony ด้วยเช่นเดียวกัน มันจึงน่าจะมีความเป็นไปได้ว่า Sony กำลังจะทำเครื่อง Ultrabook ออกมา

แต่ข้อมูลรายละเอียดอื่นๆที่แน่ชัดก็ยังไม่มีเพิ่มเติมในตอนนี้ แต่จากการคาดการณ์ Sony น่าจะเอารุ่นเดิมที่ใกล้เคียงกันอย่าง VAIO Z มาทำการพัฒนาสานต่อ ให้ออกมาเป็นรูปแบบของ Ultrabook ซึ่งก็อาจจะยังได้เทคโนโลยี และเอกลักษณ์เดิมของ VAIO มาด้วย ผสมกับการตัดลดต้นทุน ก็หวังว่านาจะได้เห็นกันในเร็ววันนี้

Credit : http://notebookspec.com

SSD VS Harddisk ไกด์เบื้องต้นสำหรับคนอยากได้ SSD

ตอนนี้การพยายามเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องโน้ตบุ๊กด้วยการเปลี่ยนไปใช้ ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD กำลังเป็นที่นิยมแล้ว วันนี้เราจะมาลองฮาร์ดดิสก์ระดับสูงๆ กันว่า ระหว่างฮาร์ดดิสก์ตัวเร็วๆ แบบธรรมดากับ SSD ใครจะอยู่ใครจะไป แบบไหนดีที่สุดสำหรับเครื่องของคุณ

01 SSD VS Harddisk

ในการรีวิวคราวนี้เรามีฮาร์ดดิสก์ 3 รุ่นสำหรับแต่ละประเภท รายนามมีดังนี้

Western Digital Scorpio Black 500GB 7200rpm (WD5000BEKT)

Seagate Momentus XT 500GB (ST95005620AS)

Fujitsu 320GB 5400rpm (MHZ2320BH-G2)

OCZ Agility 2 120GB (OCZSSD2-2AGTE120G)

OCZ Vertex Limited Edition 50GB (OCZSSD2-1VTXLE50G)

Crucial Real SSD C300 64GB (CTFDDAC064MAG-1G1)

ทางด้าน Western Digital เอาเวลาไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับ 500 GB 7200 rpm จนได้ Scorpio Black ลองดูว่าคุ้มเวลาที่รอไหม ตัวต่อไป Momentus XT ของ Seagate ทำงานแบบ Hybrid เพราะมี SSD 4 GB มาทำเป็นแคช เพื่อการทดสอบว่ามันทำงานดีจริงไหม เราจึงเอา Fujitsu MHZ2320BH-G2 มาเปรียบเทียบ

10 SSD VS Harddisk Sandforce

ลองดูด้าน SSD ชื่อเสียงจะตกอยู่กับ Intel แน่นอน เพราะมีตัวควบคุม Sandforce ซึ่งบริษัทดังๆ เอาไปทำ SSD กันหมด ดังนั้น เราจะทดสอบ Agility 2 และ Vertex Limited Edition ของ OCZ ส่วน Crucial C300 เป็น SATAIII (6.0 GB/s) ตัวแรก แต่สามารถใช้กับ SATAII (3.0 GB/s) ได้

การทดสอบพวกตัวเก็บข้อมูลมักจะทดสอบกันเป็นคะแนนสังเคราะห์ ซึ่งมักจะไม่มีประโยชน์อะไรกับคนที่ใช้งานประจำวัน ดังนั้น ในการทดสอบนี้ เราจะใช้โปรแกรมธรรมดาๆ ทดสอบประสิทธิภาพ โดยจะติดตั้งใน HP Pavilion dm3 ขนาด 13 นิ้ว

11 SSD VS Harddisk

ประสิทธิภาพในการติดตั้ง

งานที่ช้าและน่าเบื่อสุดๆ สำหรับคนใช้คอมพิวเตอร์ก็คือการลงโปรแกรม เราจะลองดูว่า SSD จะโหลดโปรแกรมได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์จานหมุนเท่าไร เราจะทดสอบด้วยการลง Windows 7 Home Premium กันแบบสดๆ ใหม่ๆ และลงโปรแกรมที่ใช้ เช่น แอนตี้ไวรัส, Microsoft Office 2007 และ Adobe Photoshop CS4

02 SSD VS Harddisk Installation

กราฟที่เห็นเป็นเวลาที่ใช้ในการลง Windows, Microsoft Office 2007 และ Adobe Photoshop CS4 ด้วยกัน ฮาร์ดดิสก์แบบ 7200 rpm ใช้เวลามากกว่า 3 นาที ตัวที่ช้าที่สุดก็คือ Fujitsu 5400 rpm

ประสิทธิภาพในการบูต Windows

03 SSD VS Harddisk Booting Windows 7

จากกราฟที่เห็น เราได้ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม Boot Timer ผลการวัดทำให้เราเห็นว่า พวก SSD สามารถบูตได้ในเวลา 22 วินาที Seagate XT ก็เร็วเช่นกันที่ 27 วินาที แต่บางครั้งมันก็สามารถบูตด้วยเวลา 24 วินาทีได้เช่นกัน

ความเร็วในการคัดลอกไฟล์

เพื่อให้ได้ผลที่แม่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราจะทำการคัดลอก 2 โฟลเดอร์จากพาร์ติชั่นเดียวกัน โดยโฟลเดอร์แรกจะใส่ไฟล์และรูปภาพเอาไว้เยอะๆ (เน้นจำนวน) ส่วนโฟล์เดอร์ที่สองจะเป็นไฟล์หนัง HD ขนาดใหญ่ (เน้นขนาด) รวมกันได้ทั้งหมด 11 GB ในการทดสอบ

04 SSD VS Harddisk File Copy

OCZ Agility ได้เปรียบจากการที่มีชาแนลมากกว่าชาวบ้าน สามารถคัดลอกไฟล์ทั้งหมดได้ในเวลา 77 วินาที หรือ 143 MB/s ส่วน Seagate ก็สามารถจัดการ Scorpio Black ได้ ถึงแม้ว่าไฟล์จะไม่ได้รับการแคชเก็บไว้ ส่วน Fujitsu 5400 rpm ช้าที่สุดตามระเบียบ

05 SSD VS Harddisk Opening Photoshop & Image

ต่อไปเราจะเปิดไฟล์ TIFF ใหญ่ โดยยังไม่ได้เปิด Photoshop ทิ้งไว้ นี่เป็นการทดสอบทั้งเวลาในการเปิดรูปและตัวโปรแกรม ซึ่งผลที่ออกมา SSD ก็ต้องเป็นผู้นำอย่างแน่นอน กราฟที่ออกมาดูคล้ายกับการทดสอบอื่นๆ ที่ Seagate จะได้เปรียบ Scorpio Black และมีน้องเล็กปิดท้าย

ส่วนการทดสอบสุดท้าย เราจะนำทั้ง 4 โปรแกรมไปวางไว้ในโฟลเดอร์ Startup และนำช็อตคัทของไฟล์วิดีโอ 720p ซึ่งจะถูกเปิดใน MPC-HC ทำให้โน้ตบุ๊กของเราต้องเปิดโปรแกรมพร้อมกัน 5 โปรแกรม และต้องเล่นไฟล์วิดีโอไปด้วย โดยการทดสอบจะเริ่มจากเวลาที่กดปุ่ม Restart และนับจนเวลาที่ไฟล์วิดีโอเริ่มเล่น

06 SSD VS Harddisk Reboot & 5 Applications

ผลการทดสอบไม่ได้แตกต่างอะไรจากการทดสอบแบบอื่นๆ เราจะเห็นได้ว่าพวก SSD ต้องนำมาก่อน ตามด้วย Seagate และ Black Scorpio ปิดท้ายด้วย Fujitsu

ประสิทธิภาพในการทำงานพร้อมกัน

การทำงานพร้อมกันหลายๆ โปรแกรมเป็นเรื่องสามัญของโลกทุกวันนี้ไปแล้ว เรามีแอนตี้ไวรัสทำงานอยู่ ขณะที่เราต้องการให้เครื่องไม่เสียความเร็วในการประมวลผลไปมากนัก ซึ่งฮาร์ดดิสก์เป็นตัวแปรที่สำคัญในเรื่องนี้

การทดสอบแรก เราจะสแกนไฟล์ในโฟลเดอร์ขนาดยักษ์ด้วย Avast และเราจะคัดลอกไฟล์และแตกไฟล์ ZIP ด้วยโปรแกรม 7-Zip ไปพร้อมๆ กัน ส่วนการทดสอบที่สองเราจะเปิดภาพขนาดยักษ์อีกเช่นกันด้วย Photoshop ขนาดที่แอนตี้ไวรัสทำงานไปด้วย

07 SSD VS Harddisk Multi Tasking Performance

Sandforce ของ Intel โชว์เพาว์อีกแล้ว ตัว Crucial C300 แพ้ OCZ ในการทดสอบ แสดงว่ามันไม่เหมาะหากจะนำมาทำงานหนักๆ พร้อมกันแบบนี้ ส่วนกราฟที่เหลือก็ยังคงเดิม

อายุของแบตเตอรี่

ฮาร์ดดิสก์ที่เราใส่เข้าไปมีผลทำให้กินไฟอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเครื่องเล็กๆ อย่าง HP Pavilion dm3 เราจะวัดด้วยโปรแกรม Batterybar 3.4.1 และเล่นเว็บเป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยเปิด Wi-Fi และตั้งความสว่างจออยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ Windows ถูกตั้งเป็นโหมด Power Saver

08 SSD VS Harddisk Battery Life

SSD ให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ดี Vertex และ C300 ให้ไฟใช้ได้นานกว่า Momentus XT เกือบครึ่งชั่วโมง ส่วน OCZ Agility กลับกินไฟมากกว่า ไม่ว่าเราจะลองทดสอบซ้ำแล้วก็ตาม ส่วนฮาร์ดดิสก์ที่หมุนช้าๆ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่กินไฟ เพราะ Fujitsu อยู่ในอันดับสุดท้ายเหมือนเดิม

เสียงรบกวนและการสั่นสะเทือน

จุดที่ดีที่สุดของ SSD ก็คือ มันแทบไม่มีปัญหาเหล่านี้เลย Seagate XT ก็ไม่ได้เงียบไปซะทั้งหมด ที่จริงมันก็ไม่ได้แตกต่างจากฮาร์ดดิสก์ความเร็วเท่ากันทั่วไป มันมีแรงสั่นสะเทือนกับผิวอะลูมิเนียมนิดหน่อย แต่ไม่น่ารำคาญ ส่วน Western Digital ออกจะเงียบกว่าของ Seagate รวมถึงแรงสั่นสะเทือนด้วย แต่ความแตกต่างทั้งหมดก็ไม่มากจนทำให้เป็นปัญหาสำหรับคนใช้

สรุปผล

09 SSD VS Harddisk HP Pavilion dm3

Crucial C300 ขนาด 64 GB ราคา 4,700 บาท ส่วน Agility 2 ขนาด 60GB ราคา 5,300 บาท ทำให้การจะเริ่มมองหา SSD สำหรับการใช้งานทั่วไปเป็นเรื่องสมเหตุสมผลมากขึ้น พวก SSD ที่ใช้ Sandforce เป็นตัวควบคุมทำประสิทธิภาพได้ดีในทุกการทดสอบ OCZ Agility 2 และ OCZ Vertex มีความเร็วสูง แม้จะทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกับ ส่วน Crucial C300 อาจจะเสียเปรียบเรื่องนี้บ้างเล็กน้อย

สำหรับ Seagate Momentus XT การมีแคชแม้จะแค่ 4 GB ซึ่งอาจจะน้อยสำหรับใครบางคน แต่มันก็ทำงานได้เหมือนๆ กับ SSD ในหลายๆ การทดสอบ สำหรับคนที่ไม่อยากจะจ่ายเงิน แต่อยากได้ปริมาณพื้นที่เยอะๆ ตัวนี้น่าสนมากๆ 500 GB ราคาอยู่ที่ 4,100 บาท ได้ราคาที่ดีกว่า SSD เยอะ

สำหรับ Western Digital Scorpio Black อาจจะทำให้หลายคนผิดหวังกับระยะเวลาการพัฒนาที่มาช้าไปนิด เพราะต้องบอกกว่าสูง Seagate แทบจะไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่แคชในการทำงาน ส่วนที่จะทำให้เราอยากซื้อมันก็คือราคาที่ 2,600 บาท ซึ่งมันก็คุ้มนะ ถ้าจะซื้อมาเปลี่ยนใหม่ เพราะยังไงของเก่าก็เอาไปต่อกล่องเอาไว้พกพาได้ครับ

ที่มา : NotebookReview

12 SSD VS Harddisk Samsung

Credit : http://notebookspec.com

Hybrid SSD อีกเทรนด์ที่น่าสนใจในโน้ตบุ๊กที่อยากแรงแต่ราคาเบา ๆ

ปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ SSD เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยราคาที่ถูกลง ทำให้สามารถซื้อหามาใช้ได้ง่าย

แต่ข้อเสียหลักของ SSD ก็ยังเป็นจุดด้อยหลัก นั่นก็คือความจุ แน่นอนว่าพวกรุ่นความจุมากกว่า 500 GB ก็มีละครับ แต่ราคาก็แพงซะหายอยากเลยทีเดียว เทรนด์ที่น่าสนใจในตอนนี้คือ Hybrid SSD ที่ผสมผสานระหว่างฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนและแบบชิป SSD ซึ่งได้เห็นกันในโน้ตบุ๊กบางแบรนด์แล้ว เช่น Lenovo (ที่เรียกว่า RapidDriver) และอีกแบบจะเป็นชิป SSD ที่ฝังลงบนฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน โดยระบบฮาร์ดดิสก์แบบ Hybrid SSD นั้นจะแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ๆ คือ

Hybrid SSD + HDD

image

แบบแรกจะเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป เพราะสะดวกและให้ประสิทธิภาพชัดเจน โดยจะมีฮาร์ดดิสก์ 2 ลูก ทั้งแบบ SSD แบบที่ติดตั้งผ่าน mSata และตัวฮาร์ดดิสก์จานหมุนธรรมดาที่เชื่อมต่อผ่าน Sata โดยจะแบ่งอย่างชัดเจนว่า SSD จะเป็นตัวติดตั้งระบบปฏิบัติการและโปรแกรมหลัก ๆ ไดรเวอร์เพื่อให้สามารถบูต Windows ได้เร็ว (และระบบนี้จะถูกติดตั้งใน Ultrabook ด้วย โดยจะเป็นในรุ่นเริ่มต้นที่ราคาไม่สูงมาก) ส่วนโปรแกรมและข้อมูลอื่น ๆ จะถูกจัดเก็บในฮาร์ดดิสก์ธรรมดา ซึ่งจะได้ทั้งความเร็วในการบูตและความจุของฮาร์ดดิสก์ด้วย

จุดเด่น

  • ได้ทั้งความจุของ HDD และความเร็วของ SSD
  • สามารถจัดสรรค์ไดร์ฟได้สะดวกตามต้องการ

จุดด้อย

  • รองรับแค่โน้ตบุ๊กบางรุ่นที่ออกแบบมาพิเศษเท่านั้น
  • SSD แบบ mSata หาซื้อยาก

Hybrid Drive

image

เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ทำมาเพื่อให้โน้ตบุ๊กทั่วไปสามารถใช้งานได้รวดเร็วประดุจ SSD ด้วยชิปที่ถูกฝังไว้บนฮาร์ดดิสก์ธรรมดา เพื่อช่วยเป็น Buffer พักสำรองข้อมูลในการโอนถ่ายข้อมูล ช่วยให้สามารถโอนถ่ายและเข้าถึงข้อมูลได้เร็ว ระหว่างตัวเครื่องกับฮาร์ดดิสก์จานหมุน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งความจุและความเร็วที่มากกว่าปรกติ อีกทั้งยังสามารถติดตั้งในโน้ตบุ๊กธรรมดาทั่วไปได้เลย ซึ่งตอนนี้จะมีของ Seagate Momentus® XT ที่วางจำหน่ายแล้ว ใครอยากลองก็เชิญกันได้ครับ

ประสิทธิภาพ

image

ที่มา : anandtech.com

จากผลทดสอบแม้จะสู้ SSD ไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับตัวแรงอย่าง Raptor ก็ยังแรงกว่า ด้วยเวลา Boot ที่น้อยกว่าพอสมควร

จุดเด่น

  • โน้ตบุ๊กทั่วไปก็สามารถใช้งานได้

จุดด้อย

  • ความเร็วยังไม่เทียบเท่า SSD

สรุป

ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านตอนนี้คงจะสนใจเจ้า Hybrid Drive เพราะว่าโน้ตบุ๊กส่วนใหญ่นั้นสามารถใช้งานได้ทันที โดยที่ไม่ต้องพึ่งออปชันเสริมใด ๆ แต่ก็ต้องแลกมากับราคาฮาร์ดดิสก์ที่สูงกว่าฮาร์ดดิสก์ธรรมดาพอสมควร แต่ถ้าใครสำรวจเครื่องแล้วมี mSata ที่ว่างอยู่ละก็ ผมแนะนำเป็น SSD ดีกว่าครับเอาแค่ความจุ 32, 64 GB ก็อยู่แล้ว ลองหาได้ตามบอร์ดมือ 2 ครับ เห็นมีขายอยู่ หรือจะลองบิดใน e-Bay ก็ได้นะครับ ประสิทธิภาพน่าสนใจกว่าเป็นกอง ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นใน Ultrabook แน่นอนครับ

Credit : http://notebookspec.com

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อินเทลเพิ่มชิปแซนดีบริดจ์ชู"อัลตร้าบุ๊ค"

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] รายงานข่าวล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ทีผ่านมา Intel ประกาศเพิ่มชิป Sandy Bridge อีก 3 โมเดล งานนี้นักวิเคราะห์จาก Gleacher & Company คาดว่า ทางบริษัทกำลังเร่งเครื่องในการเปิดตลาด Ultrabook โน้ตบุีคที่มีความบางมากเป็นพิเศษแบบเดียวกับ MacBook Air ซึ่ง Intel มั่นใจว่า นี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ

สำหรับโพรเซสเซอร์ 3 รุ่นใหม่มีการเปิดเผยออกมาในรายการอัพเดทราคาโพรเซสเซอร์ของ Intel โดยชิป Sandy Bridge ที่เพิ่มขึ้นมาไม่เพียงแต่จะเร็วกว่าเดิมเท่านั้น แต่มันยังใช้พลังงานต่ำกว่าที่เคยใช้ในโน้ตบุ๊คบางเฉียบอย่าง Samsung Series 9 อีกด้วย คาดว่า Apple น่าจะใช้ชิปรุ่นนี้ของ Intel กับ MacBook Air รุ่นใหม่ เพื่ออัพเดทรุ่นเดิมที่ใช้ชิป Intel Core 2 Duo ทั้งนี้ทางบริษัทเปิดเผยว่า ชิปรุ่นใหม่จะเป็น ULV ที่ใช้พลังงานต่ำ เพียงแค่ 17 วัตต์ ซึ่งส่งผลให้ความร้อนลดลงอีกด้วย ทั้งนี้หากเทียบกับชิปที่ใช้พลังงาน 25 - 35 วัตต์บนโน้ตบุ๊คบางเฉียบก่อนหน้านี้ อย่างเช่น MacBook Air 11.6 นิ้ว จะเห็นได้ว่า มันมีความแตกต่างของการใช้พลังงานอย่างชัดเจน

ใน ส่วนของโพรเซสเซอร์ใหม่ของ Intel ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับ Ultrabook โน้ตบุ๊คบางเฉียบ ซึ่งเป็นแนวโน้มของโน้ตบุ๊คในครึ่งปีหลังนี้ นอกจากจะใช้พลังงานต่ำแล้ว มันยังมาพร้อมกับโหมด Turbo เร่งความเร็ว เมื่อใช้ซอฟต์แวร์ที่ต้องการพลังประมวลผลได้อีกด้วย โดยชิปรุ่นใหม่ทั้ง 3 ที่มีการเพิ่มเข้ามาได้แก่

  • Core i7-2677M: โพรเซสเซอร 2 แกน ความเร็ว 1.8 GHz (โหมด Turbo เร่งได้ 2.9GHz) แคช 4MB กินไฟ 17 วัตต์ ราคา 317 เหรียญฯ (ประมาณ 9,700 บาท)
  • Core i7-2637M: โพรเซสเซอร์ 2 แกน ความเร็ว 1.7GHz (โหมด Turbo เร่งได้ 2.8GHz) แคช 4MB กินไฟ 17 วัตต์ ราคา 289 เหรียญฯ (ประมาณ 8,900 บาท)
  • Core i5-2557M: โพรเซสเซอร์ 2 แกน ความเร็ว 1.7GHz (โหมด Turbo เร่งได้ 2.7GHz) แคช 3MB กินไฟ 17 วัตต์ ราคา 250 เหรียญฯ (ประมาณ 7,700 บาท)

โน้ต บุุ๊ครุ่น Asus UX21 ที่ยังไม่วางตลาดจะใช้โพรเซสเซอร์ Intel Core i52557M ดังที่ปรากฎอยู่ในรายการด้วย ซึ่งจากรายงานข่าวในช่วงที่ผ่านมา Intel ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความเชื่อมั่นในตลาดโน้ตบุ๊คที่คาดว่าจะมาแรงมากๆ โดยเรียกสายพันธุ์ใหม่ของโน้ตบุ๊คที่มีความบางเบา ประหยัดพลังงานนี้ว่า Ultrabook (อัลตร้าบุ๊ค) ซึ่งนักวิเคราะห์ตลาดจัดให้เป็นโน้ตบุ๊คในกลุ่ม SSD notebook หรือโน้ตบุ๊คที่ใช้สตอเรจเป็นโซลิดสเตท แทนที่จะใช้ฮาร์ดดิสก์ทั่วไป Intel เห็นโอกาสของโน้ตบุ๊คที่บางเป็นพิเศษจากความสำเร็จของ MacBook Air ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2008 ที่มีส่วนแบ่ง 8% จนถึงปี 2010 โตถึง 17% และคาดว่าในปี 2011 จะครองส่วนแบ่งถึง 48% เลยทีเดียว สำหรับกรณีของ Ultrabook คาดว่าจะโต 5% ในปี 2011 และสูงถึง 30% ในปี 2014

เว็บไซต์ในข่าว: Intel